คำเตือน เนื้อหามีความรุนแรงอยู่บ้าง มีเลือดสาดบ้าง ถ้าคิดว่ารับไม่ได้ก็ปิดซะนะ
Demon
Kyuhyun x Sungmin
ne_ga
ญี่ปุ่น ค.ศ. 2007
โรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง
ห้องเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1
เสียงออดบอกเวลาเลิกเรียนทำให้เกิดเสียงพูดคุยจอแจขึ้นในห้องเรียนชั้นป.4 อาจารย์ชายที่ยืนอยู่หน้าห้องตบโต๊ะไป 2-3 ที
“เฮ้ๆ เจ้าพวกลูกลิงทั้งหลาย ยังไม่ได้บอกเลิกคาบเลยนะ นั่งให้เรียบร้อยเดี๋ยวนี้” อาจารย์หนุ่มพูดด้วยสีหน้าจริงจัง แต่เหล่าลิงน้อยทั้งหลายรู้ว่าจริงๆ แล้วอาจารย์ไม่ใช่คนดุ แม้จะยอมนั่งเรียบร้อย แต่ยังมิวายมีเสียงหัวเราะคิกคักดังมา
หลังจากที่อาจารย์ออกจากห้อง เด็กๆ ก็พากันกลับบ้านบ้าง เด็กหญิงสองคนเดินเข้ามาหาเด็กชายที่นั่งอยู่ในตำแหน่งติดหน้าต่างซึ่งกำลังเก็บสมุดหนังสือใส่กระเป๋าสะพายลายกระต่าย
“ซองมิน กลับด้วยกันมั้ย?” เด็กหญิงคนหนึ่งเอ่ยชวน
เด็กชายผู้ถูกถามเงยหน้าขึ้นแล้วส่ายหน้าปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม “พวกเธอกลับกันก่อนเถอะ ฉันอยากไปดูคุณกระต่ายนะ”
กระต่ายที่เด็กชายพูดถึง คือกระต่ายลอปที่ทางโรงเรียนเลี้ยงไว้เพื่อปลูกฝังให้เด็กๆ มีจิตใจเมตตาต่อสิ่งมีชีวิต พวกมันอาศัยอยู่ในกรงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากห้องเก็บของนัก มีภารโรงเป็นผู้รับผิดชอบให้อาหาร ช่วงพักกลางวันหรือหลังเลิกเรียนก็จะมีเด็กที่ชอบกระต่ายแวะมาเยี่ยมพวกมัน และซองมินก็คือเด็กที่แวะมาดูกระต่ายลอปทั้งสี่ตัวแทบทุกวันหลังเลิกเรียน
“คุณกระต่ายสบายดีรึเปล่า” ซองมินถามกระต่ายน้อยทั้งสี่ตัวด้วยรอยยิ้ม
นั่งคุยกับกระต่ายอยู่พักหนึ่ง ภารโรงก็เดินมาให้อาหารกระต่าย
“วันนี้ก็มาอีกแล้วเหรอซองมิน” ชายวัยกลางคนยิ้มทักเด็กน้อย
“สวัสดีฮะคุณลุง”
ในบางครั้งซองมินก็จะได้เจอกับภารโรงที่มาให้อาหารกระต่าย ถ้าวันไหนที่ได้เจอกัน เวลาที่ภารโรงเดินเข้าไปในกรงเพื่อให้อาหารกระต่าย เด็กชายก็จะได้เข้าไปลูบกระต่ายเล่นด้วย
เมื่อเสร็จธุระ ภารโรงก็บอกลาเด็กน้อยเพื่อไปทำงานที่เหลือต่อ แต่ซองมินรั้งตัวเขาไว้ซะก่อน
“คุณลุงฮะ ใกล้หน้าหนาวแล้ว ไว้ซองมินเอาผ้าห่มมาให้พวกคุณกระต่ายนอนได้มั้ยฮะ ซองมินกลัวคุณกระต่ายจะไม่สบาย”
ชายวัยกลางคนหันมายิ้มให้ซองมิน เขาพูดแค่ว่า “ได้สิ” แล้วก็เดินจากไป
นั่งมองพวกกระต่ายจนพอใจแล้วซองมินก็ลุกขึ้นเตรียมจะกลับบ้าน
ห้องเก็บของคือสถานที่ที่ซองมินต้องเดินผ่านเพื่อไปยังประตูทางออก ตอนที่เด็กชายเดินผ่านประตูที่ปิดสนิทก็บังเอิญได้ยินว่ามีเสียงร้องไห้เล็ดลอดมาจากข้างในนั้น ฝีเท้าของเขาหยุดลง ซองมินแนบหูกับประตูเพื่อฟังเสียงนั้นให้ชัดขึ้น
“ฮึก......ฮือ......ฮือ......” แม้จะเบาแต่ก็เป็นเสียงร้องไห้ของเด็กผู้หญิงจริงๆ
มือเรียวเล็กยกขึ้นเคาะประตู “มีใครอยู่ข้างในมั้ย?”
“ช่วยด้วย......ช่วยเปิดประตูที......” เสียงร้องไห้เงียบไปพักหนึ่งถึงได้มีเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังลอดออกมา
บานประตูห้องเก็บของเป็นแบบเลื่อนเปิด ตอนที่ซองมินกำลังจะเปิดมันถึงได้สังเกตเห็นว่ามีไม้ท่อนหนึ่งค้ำประตูไว้ นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ไม่สามารถเปิดประตูจากข้างในได้
เมื่อเปิดประตูออก ซองมินก็ชะโงกเข้าไปข้างใน แสงแดดยามเย็นที่สาดส่องเข้าไปทำให้เห็นว่าคนที่อยู่ในนั้นเป็นเด็กผู้หญิงเนื้อตัวมอมแมมเปียกโชก ดูแล้วน่าจะเรียนอยู่ชั้นสูงกว่าซองมิน เพราะเห็นว่าเด็กหญิงตัวเปียกอยู่ ซองมินจึงเดินไปเปิดกล่องพลาสติกที่อยู่ในห้องเก็บของ เขาจำได้ว่าในนั้นมีผ้าเก็บไว้อยู่ อย่างน้อยจะได้ให้เธอเช็ดตัวสักนิด
“......ขอบคุณ......” เด็กสาวยื่นมือสั่นเทาไปรับผ้า
“นี่ เธออยู่ชั้นอะไรเหรอ?” เด็กชายเอียงคอถาม
“......ป.6” เสียงที่ตอบนั้นเจือด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
“งั้นก็เป็นรุ่นพี่สินะ ผมชื่อซองมิน อยู่ป.4 เธอชื่ออะไรเหรอ?”
เด็กสาวนิ่งไปพักหนึ่งกว่าจะยอมตอบ “มิยูกิ......”
“พี่มิยูกิ เช็ดตัวแล้วเรากลับบ้านกันเถอะ” ซองมินยังคงคลี่ยิ้มหวาน
ทั้งสองเดินออกจากประตูใหญ่ของโรงเรียนไปพร้อมกัน โดยที่ไม่รู้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งเพ่งมองจากหลังผ้าม่านในห้องเรียนห้องหนึ่งบนอาคาร
ตอนที่ทั้งสองเดินมาถึงประตูใหญ่ นาฬิกาที่ติดอยู่หน้าอาคารเรียนส่งเสียงดังขึ้น บอกเวลา 17.00 นาฬิกา
..............................................................
“กลับมาแล้วฮะ” ซองมินเปิดประตูเข้ามาพร้อมคำทักทาย
บ้านที่เขาพักอยู่เป็นคอนโดขนาดกลาง สองห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น หนึ่งห้องครัว ในเวลานี้ภายในบ้านเงียบกริบและมืดมิด เด็กน้อยคิดจะเอื้อมมือไปเปิดไปแต่ก็ถูกใครคนหนึ่งรวบขาทั้งสองข้างอุ้มขึ้นมาซะก่อน แขนเรียวเล็กกอดคอของคนที่อุ้มตนขึ้นมาด้วยความตกใจไว้ทันที แม้จะมืดจนมองไม่เห็น แต่การกระทำและกลิ่นอายที่คุ้นเคยทำให้ซองมินรู้ดีว่าคนคนนี้คือใคร
“ตกใจหมด” แม้จะเป็นคำตำหนิ แต่เด็กชายกลับหัวเราะคิกคัก
ผู้ที่กอดเขาไว้เพียงแค่ยิ้มแล้วกดจมูกลงบนแก้มนุ่ม
“จั๊กจี้นะ” ซองมินยังคงหัวเราะชอบใจ ก่อนจะหอมแก้มอีกฝ่ายคืนบ้าง
“ฉันหิวแล้ว กินข้าวกันเถอะ”
คนคนนั้นเพียงพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะพาเด็กชายเข้าไปด้านใน
..............................................................
ชีวิตของมิยูกิ
มิยูกิเป็นเด็กเรียบร้อยไม่ค่อยพูดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว การเรียนอยู่ในระดับปานกลาง ที่ผ่านมาเธอเป็นเด็กที่อยู่นอกสายตาของคนอื่นๆ มาตลอด แม้จะไม่มีเพื่อนสนิทแต่เธออยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในห้องได้เป็นราบรื่น
แต่แล้วปัญหาก็เริ่มเกิดขึ้นเมื่อวิชาดนตรีของนักเรียนชั้นป.6 คือเปียโน อาจารย์ได้สอนวิธีพื้นฐานของการเล่นเปียโนให้เด็กๆ และให้แต่ละคนลองดีดเปียโนดู มาอิซึ่งเป็นเด็กสาวที่ครอบครัวฐานะดีเคยเรียนเปียโนมาก่อนแล้ว เมื่อเธอแสดงฝีมือการเล่นเปียโนออกมาจึงกลายเป็นที่ชื่นชมของคนอื่นๆ ในห้องเรียน รวมไปถึงอาจารย์ ด้วยความที่มาอิชื่นชอบการเป็นดาวเด่นอยู่แล้ว เธอจึงปลาบปลื้มกับสายตาและคำชมของทุกคนนัก
เมื่อเวียนมาถึงคิวของมิยูกิ ฝีมือการเล่นเปียโนของเธอเหนือล้ำกว่ามาอิ อาจารย์ถึงกับอึ้งและชมเธอไม่ขาดปาก มิยูกิอธิบายว่า พี่สาวข้างบ้านที่สนิทด้วยมักจะสอนเธอเล่นบ่อยๆ เธอจึงพอจะเล่นเปียโนได้บ้าง ท่ามกลางเสียงชมเชยของทุกคน มีแววตาคู่หนึ่งจ้องมองเธอด้วยความเครียดแค้น
เย็นนั้น มิยูกิกลับบ้านด้วยรอยยิ้ม เธอเขียนเรื่องที่ถูกอาจารย์และเพื่อนๆ ชมลงในไดอารี่อย่างมีความสุข โดยที่ไม่รู้เลยว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของฝันร้าย……
หนึงสัปดาห์ต่อมา มิยูกิเริ่มรู้สึกว่าเพื่อนๆ ในห้องมองเธอด้วยสายตาแปลกแยก การกลั่นแกล้งเริ่มจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างขโมยดินสอ ยางลบ ขีดเขียนสมุดจนเละ แต่แล้วมันก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ คล้ายว่าทุกคนในห้องสนุกกับเกมใหม่นี้จนหยุดไม่ได้ ไม่ว่าจะนักเรียนชายหรือหญิงต่างก็กลั่นแกล้งมิยูกิโดยที่ไม่มีใครคิดว่ามันผิด อีกทั้งยังข่มขู่มิยูกิว่าจะฆ่าทิ้งถ้ากล้าฟ้องอาจารย์หรือพ่อแม่
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มิยูกิคิดว่า ต่อให้เธอเอาเรื่องนี้ไปบอกพ่อกับแม่ก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะพ่อแม่ของเธอใส่ใจแต่เรื่องงานเท่านั้น เพียงคนเดียวที่เอ็นดูมิยูกิคือพี่สาวข้างบ้าน แต่น่าเสียดายที่ครอบครัวของพี่สาวคนนั้นย้ายออกไปแล้วตั้งแต่ช่วง 2-3 เดือนก่อน
..............................................................
วันนี้หลังเลิกเรียน ซองมินก็ยังเดินไปทางกรงกระต่ายเหมือนเช่นเคย ตอนที่เดินผ่านห้องเก็บของ เขาเห็นประตูถูกท่อนไม้ขัดเอาไว้เหมือนเมื่อวาน จึงดึงออกแล้วเปิดประตู มิยูกิถูกขังอยู่ในนั้นอย่างที่คิด
“พี่มิยูกิรีบกลับรึเปล่า?” ยื่นผ้าเช็ดหน้าของตนให้พร้อมคำถาม
เด็กหญิงวัยสูงกว่าเพียงแค่รับผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดหน้า ไม่ได้ให้คำตอบ เธอคิดอยู่ในใจว่าต่อให้รีบกลับหรือกลับค่ำก็มีค่าเท่ากันทั้งนั้น
“ถ้าไม่รีบกลับล่ะก็ ไปดูคุณกระต่ายด้วยกันมั้ย” เด็กชายคลี่ยิ้มหวาน รอยยิ้มของซองมินคล้ายว่าเจือด้วยเวทมนต์ ทำให้มิยูกิพยักหน้าโดยไม่รู้ตัว
ตอนที่ทั้งสองมาถึงกรงกระต่าย ภายในถาดอาหารของพวกกระต่ายมีผักและอาหารเม็ดใส่ไว้เรียบร้อยแล้ว นั่นหมายความว่าวันนี้ซองมินจะไม่ได้พบลุงภารโรง มิยูกิที่เดินตามซองมินมา เห็นเด็กชายย่อตัวลงนั่งหน้ากรงก็ทำตามบ้าง
กระต่ายลอปทั้งสี่ตัว บางตัวนอน บางตัวกินผักสดอยู่ในกรง มิยูกิมองดูกระต่ายที่เพียงแค่ใช้ชีวิตไปวันๆ โดยไม่ต้องมีเรื่องอะไรให้กลัดกลุ้มแล้วได้แต่ถอนหายใจ
“เป็นกระต่ายนี่ดีจัง ไม่ต้องมาโรงเรียน ไม่ต้องโดนรังแก วันๆ แค่อยู่ในกรงก็มีคนมารัก......”
“พี่มิยูกิคิดว่าคุณกระต่ายที่ต้องอยู่แต่ในกรงมีความสุขจริงๆ เหรอ?” ซองมินเอ่ยถามโดยที่ไม่ได้หันไปมองอีกฝ่าย
เด็กหญิงก้มหน้าลง “......ไม่รู้สิ แต่อย่างน้อยพวกมันก็มีคนรัก ไม่เหมือนฉัน......” ประโยคสุดท้ายเธอพูดเสียงเบาแผ่ว
“พี่มิยูกิอยากให้มีคนมารักเหรอ? ไม่เห็นยากเลย ก็แค่กำจัดคนที่ไม่รักพี่มิยูกิทิ้งซะหมดเรื่อง” มิยูกิสะดุ้งตกใจ แต่ก็ยังคงก้มหน้ามองพื้นเหมือนเช่นเดิม
ซองมินยื่นปลายนิ้วเข้าไปลูบศีรษะกระต่ายตัวหนึ่งที่เดินมาอยู่ข้างๆ กรง “พี่มิยูกิเกลียดพี่มาอิกับเพื่อนๆ ในห้องที่เอาแต่รังแกพี่ไม่ใช่เหรอ? เกลียดอาจารย์ที่ทำไม่รู้ไม่เห็นว่ามีการรังแกกันเกิดขึ้นในห้อง เกลียดพ่อแม่ที่สนใจแต่งานมากกว่าลูกสาวคนเดียวอย่างพี่......”
สองมือของเด็กหญิงกำแน่น เธอเถียงอะไรไม่ออก ทั้งหมดที่ซองมินพูดมาล้วนเป็นเรื่องจริง
“อนาคตเป็นสิ่งที่จะขึ้นอยู่กับการเลือกในปัจจุบัน ผมแนะนำให้พี่มิยูกิเชื่อผมดีกว่าที่จะเชื่อพี่มาอิ......ถ้าพี่มิยูกิอยากมีความสุขล่ะก็นะ” เด็กชายส่งเสียงหัวเราะคิกคัก
“หมายความว่ายังไง......” เธอหันมาด้านข้าง ใบหน้าด้านข้างของซองมินมีรอยยิ้มอ่อนโยน
“ก็หมายความอย่างที่พูด” ซองมินหันมาสบตามิยูกิ “พี่มิยูกิต้องเลือกที่จะเชื่อคำพูดของใครสักคนระหว่างพี่มาอิกับผม คำพูดของผมก็อย่างที่พูดไปเมื่อกี้ ถ้าพี่มิยูกิอยากจะมีความสุขก็ต้องกำจัดทุกคนที่ทำให้พี่มิยูกิไม่มีความสุข อย่างพี่มาอิ เพื่อนร่วมชั้น อาจารย์ พ่อกับแม่ แน่นอนว่าผมจะช่วยพี่มิยูกิเอง แต่ถ้าพี่มิยูกิเชื่อพี่มาอิแทน ผมก็ไม่ว่าอะไร แต่จำไว้ว่าอนาคตของพี่มิยูกิขึ้นอยู่กับการเลือกครั้งนี้เท่านั้น”
ซองมินลุกขึ้นทันทีที่พูดจบ “บ๊ายบายฮะคุณกระต่าย แล้วพรุ่งนี้ฉันจะมาเยี่ยมใหม่” โบกมือให้กระต่ายในกรงด้วยรอยยิ้มแล้วหันมาทางมิยูกิ “ห้าโมงแล้ว กลับบ้านกันเถอะ”
ทั้งสองพากันเดินมาทางประตูใหญ่ ในตอนที่ซองมินกำลังจะก้าวขาออกไปจากประตู นาฬิกาก็ตีบอกเวลา 17.00 น.
ภายในห้องเรียนชั้นป.6/3 เด็กหญิงคนหนึ่งที่ยินอยู่หลังม่านกำลังยืนขบฟัน มือกำผ้าม่านแน่นจนแทบจะฉีกมันออกจากกัน
“อ้าว ยังไม่กลับอีกเหรอ?” ชายคนหนึ่งยื่นศีรษะเข้ามาทางประตูห้องที่เปิดทิ้งไว้ เขาร้องทักเด็กหญิงที่ยืนอยู่ริมหน้าต่าง
“กำลังจะกลับแล้วค่ะ อาจารย์คยูฮยอน” เด็กหญิงรีบคลี่ยิ้มเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคืออาจารย์ประจำห้องพยาบาลของโรงเรียน
“เย็นขนาดนี้กลับคนเดียวมันอันตราย เดี๋ยวอาจารย์ไปส่งก็แล้วกัน”
“จริงเหรอคะ ขอบคุณค่ะ” เธอรีบคว้ากระเป๋าที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วเดินมาหาอาจารย์หนุ่ม
คยูฮยอนคืออาจารย์ประจำห้องพยาบาลของโรงเรียนแห่งนี้ ด้วยความที่หน้าตาหล่อเหลาและใจดีสุดๆ จึงเป็นที่ชื่นชอบของทั้งนักเรียนและบรรดาอาจารย์สาวน้อยสาวใหญ่ มาอิแอบคิดในใจว่าพรุ่งนี้เธอต้องเอาเรื่องที่อาจารย์คยูฮยอนส่งตัวเองกลับบ้านไปอวดเพื่อนๆ ให้อิจฉาเล่น
ทั้งสองเดินลงบันไดมาด้วยกัน แต่ก่อนที่จะก้าวลงบันไดขั้นสุดท้ายคยูฮยอนก็หยุดฝีเท้ากะทันหัน เขาก้มตัวลงกระซิบเสียงเบาที่ข้างหูของมาอิ
“ฉันไม่สนว่าเธอจะทำอะไรกับมิยูกิ แต่อย่ามายุ่งกับซองมิน”
ในช่วงระยะที่ชายหนุ่มกระซิบพูดประโยคนี้ แววตาของเด็กหญิงดูว่างเปล่าและเหม่อลอย
“ไปกันเถอะ”
เด็กหญิงสะดุ้งเฮือก รีบเดินตามอาจารย์ที่เดินนำอยู่ข้างหน้า เมื่อครู่เธอรู้สึกคล้ายว่าอาจารย์คยูฮยอนพูดอะไรบางอย่างกับเธอ แต่เธอจำมันไม่ได้เสียแล้วสิ......
..............................................................
เป็นเวลากว่าสองสัปดาห์แล้วที่มิยูกิไม่ได้ถูกรังแก ไม่ได้ถูกขังไว้ในห้องเก็บของ แต่เธอก็ยังคงไปที่กรงกระต่ายทุกเย็น เธอไม่ได้คิดจะมาเยี่ยมพวกกระต่าย เธอแค่อยากพบซองมิน ไม่รู้ทำไมมิยูกิถึงรู้สึกว่าการได้อยู่กับซองมินทำให้เธอรู้สึกว่าปลอดภัย เธอมีความรู้สึกว่ามาอิและพวกเพื่อนๆ เลิกรังแกเธอเพราะซองมิน
อีกเพียงแค่สองเดือนมิยูกิก็จะจบการศึกษาชั้นประถม คราวนี้เธอจะไปเรียนต่อในที่ไกลๆ หนีจากอดีตอันเลวร้ายเพื่อไปเริ่มต้นใหม่ แน่นอนว่าสิ่งที่เธอคาดหวังมากที่สุดก็คือการให้ตนเองได้ผ่านพ้นสองเดือนสุดท้ายที่เหลือนี้ไปอย่างราบรื่น
“พี่มิยูกิจำคำพูดของผมได้รึเปล่า?” จู่ๆ ซองมินก็ถามขึ้น
“คำพูด?” เด็กสาวมีสีหน้างุนงง
“ที่ผมบอกว่าพี่มิยูกิต้องเลือกไง อีกไม่นานแล้วล่ะ”
“เอ๋?......”
“พี่มิยูกิจะเลือกผมหรือเลือกพี่มาอิก็อยู่ที่การตัดสินใจของพี่มิยูกิ แต่จำไว้ว่าโอกาสเลือกมีเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น”
เด็กชายลุกขึ้นและชวนมิยูกิกลับบ้านด้วยกัน วันนี้นาฬิกาก็ยังดังบอกเวลา 17.00 น. เช่นเคย
..............................................................
ภายในห้องเรียนของนักเรียนชั้นป.4/1 ยังคงสงบเหมือนทุกวัน ขณะที่อาจารย์หญิงผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์เพิ่งเดินเข้ามาห้อง เด็กชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่แถวติดหน้าต่างก็เดินมาหาเธอ
“อาจารย์ฮะ ผมปวดหัว ขอไปพักที่ห้องพยาบาลได้มั้ยฮะ”
“ตายแล้ว ซองมินไม่สบายเหรอ? รีบไปนอนพักเถอะจ้ะ”
“ขอบคุณฮะอาจารย์”
ซองมินเป็นเด็กเรียบร้อยที่มีผลการเรียนดี ทั้งยังเป็นญาติกับคยูฮยอน อาจารย์ประจำห้องพยาบาล จึงเป็นเด็กที่บรรดาอาจารย์และเพื่อนๆ ชื่นชอบ ไม่แปลกที่อาจารย์หญิงจะอนุญาตให้ซองมินไปนอนพักอย่างง่ายดาย
เด็กชายเดินไปตามทางเดินที่ค่อนข้างเงียบ เพราะห้องเรียนทุกห้องล้วนเข้าเรียนกันหมดแล้ว เขาเคาะประตูก่อนจะเปิดเข้าไปโดยไม่รอคำตอบรับ เมื่อซองมินเข้ามาในห้องพยาบาลแล้ว เขาไม่ลืมที่จะล็อคกลอนให้สนิท
“คยู......”
ยังไม่ทันพูดจบซองมินก็ถูกรวบตัวอุ้มขึ้น ชายหนุ่มร่างสูงประกบจูบริมฝีปากบาง ซองมินเผยอปากน้อยๆ โดยไม่ขัดขืน ปล่อยให้อีกฝ่ายได้จูบตามใจชอบ
ร่างเล็กถูกวางลงบนเตียงอย่างเบามือก่อนที่ร่างสูงจะทาบทับอยู่ด้านบน
“ใจร้อนจังนะ คยูฮยอนเนี่ย ~ ” เสียงหัวเราะคิกคักลอดจากริมฝีปากบาง ขณะที่สองมือของซองมินก็ลูบไล้ร่างกายของอีกฝ่ายผ่านเสื้อเชิ้ตสีขาว
“คยูฮยอนใส่เสื้อกาวน์แบบนี้แล้วเหมือนคุณหมอตัวจริงเลย” ริมฝีปากบางคลี่ยิ้ม แลดูพอใจกับการแต่งกายของชายหนุ่ม
“ซองมินในสภาพนี้ก็น่ารักเหมือนกัน” ชายหนุ่มกระตุกยิ้ม ก้มลงจูบไซร้ซอกคอขาวเนียน
ภายในห้องพยาบาลขนาดไม่กว้างนัก มีเพียงเสียงหอบหายใจ และเสียงโยกคลอนของเตียงที่บ่งบอกว่ามีคนอยู่ในนี้ เสียงเอี๊ยดอ๊าดดังอยู่นานกว่าจะสงบ จนในที่สุดก็เหลือเพียงเสียงหอบหายใจ
ร่างของเด็กชายตัวน้อยในสภาพเปลือยเปล่านอนกอดก่ายอยู่บนร่างของชายหนุ่มที่เสื้อผ้าหลุดรุ่ย
“คยูฮยอน เรามาพนันกันดีมั้ยว่ามิยูกิจะเลือกทางไหน” ปลายนิ้วเรียวเดินไต่ไปมาอยู่บนแผงอกกว้าง
“ซองมินเลือกฝ่ายไหน?” เอ่ยถามเป็นเชิงว่าให้คนตัวเล็กเลือกก่อน
“อืม~ มิยูกิต้องเชื่อฉันสิ”
“งั้นฉันเลือกฝั่งตรงข้าม คนแพ้ต้องถูกลงโทษนะ”
เด็กน้อยหัวเราะคิกคัก แหงนหน้าขึ้นใช้ลิ้นเลียที่ปลายคางของชายหนุ่มเหมือนลูกแมวน้อยอ้อนเจ้าของ
“ถ้าซองมินแพ้ คยูฮยอนห้ามใจร้ายกับซองมินนะ”
“ฉันเคยใจร้ายกับซองมินด้วยเหรอ?” คยูฮยอนหัวเราะหึ หึ ในลำคอ
“นอนพักหน่อยเถอะ ถึงเวลาแล้วฉันจะปลุกเธอเอง” จูบเบาๆ ที่หน้าผากมนก่อนจะสวมเสื้อผ้าให้เด็กชายตัวน้อย
.........................................................
หลังเลิกเรียน มิยูกิตั้งใจว่าวันนี้ก็จะไปหาซองมินเหมือนเช่นเคย แต่ในขณะที่เธอกำลังเก็บของ กลับมีนักเรียนหญิงหลายคนมายืนล้อมโต๊ะเธอไว้ ส่วนนักเรียนคนอื่นๆ ก็แค่มองมาทางนี้และหัวเราะก่อนจะทยอยกันออกจากห้องไป
มิยูกิรู้สึกหนาวเยือกไปทั้งกาย เพราะคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอคือมาอิ
“ไงจ๊ะ มิ ~ ยู ~ กิ ~” จงใจเน้นย้ำชื่อของเด็กสาวทีละพยางค์
ผู้ถูกเรียกได้แต่ก้มหน้านิ่ง สองมือกำกระเป๋าแน่น
“รู้สึกว่าหมู่นี้เธอจะสบายเกินไปหน่อยนะ” มาอิหัวเราะคิกคัก
“รู้มั้ยว่าทำไมหมู่นี้ทุกคนถึงเลิกรังแกเธอ?” จะไม่ตอบก็กลัว มิยูกิได้แต่ส่ายหน้าแทนคำตอบ
“ฮะๆ ๆ ๆ ๆ โง่ซะจริง สมองน่ะมีบ้างรึเปล่า? ที่ไม่มีใครรังแกเธอก็เพราะจะให้เธอระลึกได้น่ะสิว่าการไม่ถูกรังแกมันมีความสุขมากแค่ไหน”
สองมือกำกระเป๋าแน่นขึ้น เธอไม่เข้าใจว่ามาอิกำลังพูดอะไรอยู่
“คิดอยู่ใช่มั้ยว่าอยากให้ชีวิตของเธอเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่อยากถูกรังแกอีกใช่มั้ยล่ะ? คิดเหรอว่ามันจะง่ายขนาดนั้น ฮะๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ” ในความรู้สึกของมิยูกิ เสียงหัวเราะของมาอิน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงหัวเราะของแม่มดร้าย
“นี่ เธออยากมีชีวิตสงบสุขไม่ถูกใครรังแกอีกใช่มั้ย? ถ้าทำตามที่ฉันสั่ง จากนี้ไปจะไม่มีใครรังแกเธออีก”
มิยูกินิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะถามด้วยเสียงเบาแผ่วว่า “เธอจะให้ฉันทำอะไร......”
“เรื่องง่ายๆ หมู่นี้เธอชอบไปดูกระต่ายบ่อยๆ ไม่ใช่เหรอ ฆ่าพวกมันทิ้งซะให้หมด แค่นั้นแหละ แล้วจะไม่มีใครรังแกเธออีก”
เด็กหญิงสะดุ้งเฮือก เหงื่อกาฬไหลพราก เธอไม่อยากจะเชื่อว่าคำพูดแบบนี้จะหลุดจากปากของเด็กหญิงวัยเดียวกับตน
เสียงหัวเราะของคนอื่นๆ ที่ยืนล้อมรอบดังแว่วเข้าหู ทุกคนที่อยู่รอบกายเหมือนปิศาจร้ายไม่มีผิด ปิศาจที่จะพาตัวมิยูกิไปนรกถ้ามิยูกิไม่เชื่อฟัง
“ฉันให้เวลาเธอถึงแค่เย็นวันพรุ่งนี้เท่านั้น จะลงมือตอนไหนก็ตามใจ”
จบประโยคสุดท้าย เด็กหญิงทั้งกลุ่มก็จากไปด้วยเสียงหัวเราะสะใจ ทิ้งให้มิยูกินั่งอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง……
เย็นนั้น ซองมินนั่งอยู่ที่หน้ากรงกระต่ายจนถึงหกโมงเย็น แต่สุดท้ายแล้วเด็กหญิงที่เคยมาพบเขาเป็นประจำก็ไม่ได้ปรากฏตัว
ซองมินเดินออกจากประตูโรงเรียนเพียงลำพัง เมื่อก้าวออกไปพ้นขอบประตูแล้ว เขาหันหลังกลับมามองอาคารเรียนอีกครั้ง สายตาจับจ้องอยู่ที่ห้องเรียนของชั้นป.6/3
“จำไว้ ว่าทุกอย่างมันอยู่ที่การเลือกของเธอเท่านั้น”
......................................................
เวลา 07.13 นาฬิกา
สายลมเย็นพัดโชยไปทั่ว วันนี้ซองมินที่สวมเสื้อกันหนาวสีชมพูมีฮูทหูกระต่ายถือถุงกระดาษใบหนึ่งมาที่โรงเรียนด้วย ภายในถุงคือผ้าห่มที่เขาเตรียมมาสำหรับพวกกระต่าย และมีแครอทหั่นเป็นแท่งมาเป็นของฝากให้ด้วย
ยังไม่ทันจะเดินไปถึงบริเวณกรงกระต่าย สายลมก็พัดเอากลิ่นคาวเลือดโชยมา เด็กชายขมวดคิ้วน้อยๆ ก้าวเดินต่อไปยังที่ตั้งกรงกระต่ายด้วยความเร็วเท่าเดิม
เมื่อเดินมาถึงกรงกระต่าย ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่คิดไว้ไม่ผิด กุญแจที่ควรแขวนอยู่ในห้องภารโรงถูกเสียบทิ้งไว้ที่แม่กุญแจ กระต่ายทั้งสี่ตัวที่เคยมีชีวิตชีวากลายเป็นศพนอนนิ่งอยู่ในกรง เลือดสีแดงคล้ำไหลผ่านพื้นกรงลงไปนองอยู่บนพื้น ดูจากสภาพแล้วกระต่ายแต่ละตัวถูกแทงเข้าไปตัวละหลายครั้งเลยทีเดียว มีตัวหนึ่งถึงกับคอเกือบขาดจากลำตัว
“โธ่ คุณกระต่ายที่น่าสงสาร......”
ย้อนความ
เวลา 06.04 นาฬิกา
เด็กหญิงคนหนึ่งยืนอยู่ที่หน้ากรงกระต่าย ในมือซ้ายของเธอมีกุญแจที่แอบไปขโมยมาจากห้องของภารโรงเมื่อครู่ ส่วนมือขวาคือมีดทำครัวเล่มหนึ่ง ใบหน้าของเด็กหญิงเต็มไปด้วยคราบน้ำตา เธอไขกุญแจแล้วก้าวเข้าไปในกรง ริมฝีปากพูดพึมพำว่า “ขอโทษนะ...ขอโทษนะ...ขอโทษนะ...ขอโทษนะ......” ไม่หยุดปาก
เวลา 06.26 นาฬิกา
เด็กหญิงคนเดิมยืนอยู่หน้าก๊อกน้ำข้างแปลงดอกไม้ พยายามล้างมือและเสื้อผ้าที่เปรอะเลือดให้สะอาด เธอล้วงเสื้อกันหนาวตัวใหญ่ออกมาห่อหุ้มร่างกายก่อนจะยัดมีดที่วางอยู่บนพื้นลงไปแทน
เนื้อตัวของมิยูกิสั่นเทา ในเวลานี้สมองของเธอว่างเปล่า รู้เพียงว่าวันนี้เธอไม่กล้าเข้าเรียน เธอหวาดกลัวไปหมดทุกสิ่ง สุดท้ายจึงตัดสินใจมุดหนีออกจากรูเล็กๆ ที่กำแพงรั้วด้านหลังอาคารเรียน รูอันนี้อยู่ในมุมอับที่ไม่มีใครสังเกตเห็น มีแค่มิยูกิเท่านั้นที่รู้ เมื่อเช้าเธอก็แอบเข้ามาทางนี้เช่นกัน
มิยูกิก้มหน้าก้มตาวิ่งไปข้างหน้า กลับไปยังที่บ้านเงียบกริบของตัวเอง เมื่อคืนนี้คุณพ่อไม่ได้กลับบ้าน ส่วนคุณแม่ก็ออกไปแต่เช้าแล้ว มิยูกิจึงสามารถกลับเข้าห้องของตนได้ไม่ยาก
วันนั้น เธอนอนคลุมโปงอยู่ใต้ผ้าห่มทั้งวัน ไม่สนใจที่จะรับโทรศัพท์ที่ดังขึ้น 2-3 รอบ บางทีอาจจะเป็นอาจารย์ที่โทรมาถามว่าทำไมถึงขาดเรียนโดยไม่แจ้ง แต่ตอนนี้มิยูกิไม่คิดจะสนใจอะไรทั้งสิ้น เธอไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากไปโรงเรียนอีกแล้ว......
......................................................
เช้าวันต่อมา แม้จะไม่อยากไปเรียนมากแค่ไหน แต่มิยูกิก็ต้องลุกขึ้นมาแต่งตัวไปโรงเรียนอยู่ดี เมื่อวานเธอขาดเรียนไปโดยไม่ได้แจ้งอาจารย์ ถ้าวันนี้ไม่ไปอีก เรื่องนี้ต้องรู้ถึงหูของพ่อกับแม่แน่ และผลที่จะตามมาก็คือการถูกตบตี......
มิยูกิเดินเข้าไปในโรงเรียนตอนเกือบจะสาย เธอก้มหน้าก้มตาเข้าไปในห้อง เพื่อนๆ ทุกคนไม่มีใครสนใจการมาเยือนของเด็กหญิง สิ่งที่คนในห้องให้ความสนใจกันคือการพูดคุยเรื่องคดีฆาตกรรมปริศนาที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนตอนกลางดึก เด็กๆ ในวัยป.6 คงไม่ใส่ใจเรื่องข่าวอาชญากรรม หากไม่ใช่ว่าผู้เคราะห์ร้ายเป็นเพื่อนร่วมชั้นของพวกเขา
สิ่งที่มิยูกิจับใจความได้จากบทสนทนาของเพื่อนๆ ในชั้นเรียนก็คือ เมื่อคืนกลางดึก มาอิเสียชีวิตไปแล้วเพราะถูกฆ่าตายอย่างเป็นปริศนา สภาพศพของเธอเต็มไปด้วยรอยกัดของสิ่งมีชีวิตประเภทสัตว์ฟันแทะ ทั้งที่ห้องของเธอตั้งอยู่บนชั้นสามของบ้าน ประตูล็อคเรียบร้อย เปิดไว้เพียงหน้าต่าง แต่ข้างห้องก็ไม่มีต้นไม้สูงที่จะมีอะไรปีนเข้ามาได้
เด็กหญิงถอนหายใจน้อยๆ เรื่องการเสียชิวตของมาอิเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งกว่าชีวิตของกระต่ายสี่ตัวที่เธอฆ่าไป บางทีเรื่องนี้คงกลบเรื่องของกระต่ายให้เงียบได้
ในช่วงแรกมาอิก็ยังเบาใจที่ไม่มีใครพูดถึงเรื่องกระต่าย แต่เมื่อผ่านไปสามวันเธอถึงได้สังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น อาจารย์ประจำห้องพยาบาลที่เป็นญาติกับซองมินหายไป ผู้ที่มาอยู่แทนที่เป็นอาจารย์ผู้หญิงคนหนึ่ง และเมื่อลองถามอาจารย์ห้องพยาบาลคนใหม่ว่าคนเก่าไปไหน เธอก็มองมิยูกิด้วยแววตางุนงงก่อนจะอธิบายว่า เธอทำงานอยู่ที่นี่มาตั้งหลายปีแล้ว และไม่เคยได้ยินชื่ออาจารย์คยูฮยอนกับญาติชื่อซองมินที่เธอพูดถึงเลย
ไม่ว่ามิยูกิจะถามอาจารย์คนไหน หรือเด็กนักเรียนในห้องป.4/1 ก็ไม่มีใครรู้จักซองมิน รวมทั้งกรงกระต่ายที่อยู่ไม่ไกลจากห้องเก็บของก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหมือนว่าโรงเรียนนี้ไม่เคยเลี้ยงกระต่ายไว้
แม้จะงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่อย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่มิยูกิสามารถโล่งใจได้ก็คือ ไม่มีใครรังแกเธออีก
......................................................
วันนี้คือวันที่นักเรียนชั้นป.6/3 ต้องไปร่วมพิธีศพของมาอิ เพราะเป็นเพื่อนร่วมห้อง อาจารย์จึงให้พวกเด็กๆ ไปบอกลาเพื่อนเป็นครั้งสุดท้าย มีเสียงร้องไห้ดังมาจากกลุ่มเพื่อนสนิทของมาอิ ขณะที่มิยูกิยืนก้มหน้าอยู่ค่อนข้างหลัง เธอไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองภาพที่ตั้งอยู่
“ไง ยัยฆาตรกรฆ่ากระต่าย ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” เสียงเย็นชาที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหู มิยูกิสะดุ้งเฮือกและเผลอเงยหน้าขึ้น
ภาพที่เห็นทำให้เธอแทบช็อค เพราะเธอเห็นมาอิกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนโลงศพของตน ชุดที่ใส่คือเสื้อสีขาวติดระบายและกระโปรงสีฟ้าตัวโปรด สายตาของมาอิที่มองสบตามิยูกิเต็มไปด้วยแววดูถูกเหยียดหยาม
เด็กหญิงเนื้อตัวสั่นเทา เผลอก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัวจนไปชนกับอาจารย์ที่ยืนอยู่ข้างหลัง
“เป็นอะไรไปมิยูกิ?” อาจารย์หนุ่มถามด้วยความเป็นห่วง เพราะสีหน้าของเธอซีดมาก
มิยูกิหันมองไปทางโลงศพอีกครั้ง แต่มาอิไม่อยู่ที่นั่นแล้ว เธอถึงได้ส่ายหน้าน้อยๆ และบอกอาจารย์ว่าไม่ได้เป็นอะไร
เด็กชายคนหนึ่งเดินผ่านสถานที่แห่งนี้ซึ่งมีแต่ความโศกเศร้า ในมือของเขาถือตะกร้าบุผ้าประดับลูกไม้และริบบิ้นแสนสวยไว้อันหนึ่ง เขามองเข้าไปภายในงานศพแล้วยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเดินจากไป
......................................................
ชีวิตของมิยูกิ ค.ศ. 2009
โรงเรียนมัธยมต้นแห่งหนึ่ง
ที่หลังอาคารเรียนซึ่งลับตาคน นักเรียนชายคนหนึ่งที่มีรูปร่างผอมบางกำลังถูกนักเรียนหญิง 3-4 คนรุมล้อม แว่นตาของเขาที่ตกอยู่ข้างๆ ถูกเหยียบจนเละ นักเรียนสาวที่เป็นผู้นำกลุ่มถ่มน้ำลายรดศีรษะเขาก่อนจะเตะเข้าไปอีกทีหนึ่งด้วยความสะใจ ทุกคนถึงได้เดินจากมา
“แกล้งยูตะนี่สนุกชะมัดเลยเนอะ มิยูกิ” เด็กสาวที่เดินอยู่ข้างๆ คนที่เป็นผู้นำกลุ่มพูดอย่างประจบสอพลอ
“นั่นสิ คราวหน้าต้องแกล้งให้หนักกว่านี้อีก ใครใช้ให้มันทำตัวเหลาะแหละแบบนั้นเอง เป็นผู้ชายซะเปล่า ฮะๆ ๆ” เด็กสาวอีกคนพูดขึ้นบ้าง
มิยูกิไม่ได้ตอบรับอะไร เธอเพียงแค่กระตุกยิ้มที่มุมปาก ใช่ โลกนี้น่ะมันเป็นโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก คนที่ไม่มีกำลังก็ต้องถูกเหยียบย่ำอยู่ใต้เท้า เหมือนชีวิตที่เธอเคยประสบเมื่อตอนประถมจนถึงปีที่แล้ว
ย้อนความ
1 ปีก่อน ตอนที่มิยูกิเพิ่งขึ้นชั้นมัธยมต้น
แม้จะย้ายมาอยู่ในโรงเรียนที่ห่างไกลจากโรงเรียนประถมที่เคยอยู่ แต่มิยูกิที่เป็นเด็กเงียบๆ เข้าสังคมไม่เก่ง ไม่มีอะไรโดดเด่นก็เหินห่างจากเพื่อนในชั้นอยู่ดี และวันหนึ่งเด็กสาวกลุ่มหนึ่งก็นึกสนุกที่จะลองแกล้งมิยูกิ
วันแรก สมุดของมิยูกิถูกขโมยไปทิ้งในเตาเผาขยะหลังโรงเรียน
วันที่สอง มีคนสาดน้ำเข้าไปในห้องน้ำขณะที่เธออยู่ในนั้น
วันที่สาม มิยูกิถูกนักเรียนหญิงที่เป็นเพื่อนร่วมห้องสามคนเรียกตัวไปที่หลังอาคารเรียนเพื่อรีดไถเงิน
วันที่สี่ นักเรียนหญิงสามคนที่เคยรังแกมิยูกิเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาในห้องนอนของตนตอนกลางดึก
ไม่มีใครคิดว่าการตายของเด็กสาวทั้งสามจะเกี่ยวพันกับมิยูกิ กระนั้น เมื่อทั้งสามคนที่รังแกมิยูกิเสียชีวิตไปแล้ว ชีวิตของเธอก็กลับคืนสู่ความสงบ แต่นั่นก็แค่ความสงบก่อนที่จะพายุจะพัดโหม
เด็กผู้ชายในวัยมัธยมเป็นวัยที่กำลังอยากรู้อยากลองไปหมด นักเรียนชายชั้นมัธยมต้นปีที่ 3 หลายคนกำลังชุมนุมกันอยู่ในห้องชมรมบาส เพราะโรงเรียนนี้ไม่ได้บังคับเรื่องการเข้าชมรม แต่ละชมรมจึงไม่ได้ทำกิจกรรมกันจริงจังสักเท่าไหร่ และสมาชิกของชมรมบาสก็มีเพียงไม่กี่คน พวกเขาแค่เป็นกลุ่มเพื่อนสนิทที่ลงชื่อเข้าชมรมเพื่อให้มีห้องว่างสำหรับเป็นที่พักผ่อน นอนกลางวัน หรือเล่นเกมเท่านั้น
เหตุการณ์เริ่มจากที่หนึ่งในสมาชิกหิ้วคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คและดีวีดีหนังโป๊ที่ได้จากพี่ชายมาให้เพื่อนๆ ดูด้วยกันในชมรม เป็นธรรมดาที่เด็กผู้ชายวัยนี้จะตื่นเต้นกับเรื่องทางเพศมากเป็นพิเศษ เพราะยังก้ำกึ่งระหว่างความเป็นเด็กและผู้ใหญ่ ระหว่างที่นั่งดูกันอยู่นักเรียนชายหนึ่งในนั้นพูดขึ้นมาว่า อยากจะลองกอดผู้หญิงจริงๆ ดูสักครั้ง
คำพูดประโยคหนึ่งกระตุ้นความคึกคะนองของคนทั้งหมดขึ้นมา ด้วยความที่ขาดความยับยั้งชั่งใจ สมาชิกชมรมบาสทั้งหกคนได้ตัดสินใจว่าจะหานักเรียนหญิงสักคนในโรงเรียนมาเป็นเหยื่อสำหรับเรื่องที่พวกเขาอยากลอง
“ฉันจำได้ว่ามีเด็กม.1 คนหนึ่งที่เงียบๆ ไม่ค่อยมีเพื่อนอยู่นี่นา คนนั้นเป็นไง” หนึ่งในนั้นเสนอขึ้น
“ลองไปสืบประวัติมาก่อนก็แล้วกัน เอาแบบที่พ่อแม่ไม่ใส่ใจ ไม่ก็อยู่คนเดียวได้ยิ่งดี”
“ที่สำคัญหน้าตาต้องผ่านเกณฑ์นะเว้ย ฉันไม่อยากให้ประสบการณ์ครั้งแรกของตัวเองกลายเป็นฝันร้ายว่ะ”
นักเรียนชายทั้งหมดพากันหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะลงมือวางแผน
เพราะตอนนี้เป็นยามเย็นหลังโรงเรียนเลิกไปนานแล้ว จึงเหลือเพียงนักเรียนที่ทำกิจกรรมชมรมที่ยังอยู่ในโรงเรียน ภายในห้องเรียนวิชาดนตรีซึ่งอยู่บนชั้นสองของอาคารฝั่งตรงข้ามกับอาคารชมรม มีเด็กชายหน้าตาน่ารักคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหน้าต่าง ในมือของเขาถือตะกร้าบุผ้าประดับลูกไม้และริบบิ้นแสนสวยเอาไว้ ดวงตากลมโตมองไปทางห้องชมรมบาส ริมฝีปากคลี่ยิ้มจาง
......................................................
ในบางครั้ง ความสนุกของบางคนก็ตั้งอยู่บนความทุกข์ทรมานของคนอื่น
หลังเลิกเรียนวันนั้น มิยูกิถูกรุ่นพี่ชั้นม.3 เรียกตัวออกไปพบ เธอไม่รู้จักนักเรียนชั้นปีอื่น แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นนักเรียนชายสองคนมิยูกิจึงไม่กล้าขัดขืน ได้แต่เดินตามทั้งสองไปจนถึงห้องชมรมบาส
ทันทีที่เธอเข้าไปถึง ประตูห้องก็ถูกล็อค สมาชิกชมรมบาสทั้งหกคนล็อคตัวเธอไว้ จับถอดเสื้อผ้าก่อนจะกดลงบนผืนผ้าที่ปูเตรียมไว้บนพื้น และลงมือรุมข่มขืนเธอ
เสียงกรีดร้องถูกปิดไว้ด้วยผืนผ้าที่ผูกปิดปาก มิยูกิไม่มีสิทธิ์ขัดขืนเมื่อแขนทั้งสองข้างถูกกดไว้แน่น ในดวงตาของเธอมีแต่ความหวาดกลัว ความคิดเพียงอย่างเดียววนเวียนอยู่ในสมอง
‘ทำไมต้องเป็นเธอ’
เมื่อนักเรียนชายทั้งหกเสร็จสมความต้องการ พวกเขาได้สวมเสื้อผ้าคืนให้มิยูกิและช่วยกันแบกเธอไปทิ้งไว้ที่หลังอาคารเรียน โดยไม่ลืมที่จะข่มขู่ว่าต้องปิดเรื่องนี้เป็นความลับ
คืนนั้นมิยูกิจำไม่ได้ว่าตัวเองกลับถึงบ้านได้ยังไง แต่เช้าวันต่อมาเธอไม่ได้ไปโรงเรียน และสิ่งที่เธอได้รับรู้ผ่านรายงานข่าวทางโทรทัศน์คือ นักเรียนชายทั้งหกคนที่ข่มขืนเธอเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาแล้วเมื่อคืนนี้......
มิยูกิสั่นสะท้านไปทั้งกาย ความคิดต่างๆ เริ่มเรียบเรียงอยู่ในสมอง สุดท้ายแล้วความรู้สึกที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความหวาดกลัว แต่เป็นความยินดี
ในเมื่อใครก็ตามที่รังแกเธอจะต้องพบจุดจบอย่างเป็นปริศนา ต่อไปนี้เธอก็ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว หลังจากที่ทุกข์ทรมานมาแสนนาน ในที่สุดพระเจ้าก็เข้าข้างเธอเสียที
“หึ หึ ฮะๆ ๆ ๆ ๆ คราวนี้แหละ ฉันจะแก้แค้น ฉันจะเป็นฝ่ายทำให้คนอื่นต้องเจ็บปวด ต้องร้องไห้ ให้เหมือนกับที่ฉันเคยเจอ!”
ไม่รู้ว่าข่าวลือเรื่องสมาชิกชมรมบาสทั้งหกคนนั้นตายไปเพราะต้องคำสาปจากการรังแกมิยูกิแพร่ไปในหมู่นักเรียนได้ยังไง แต่เพราะเหตุนี้ถึงได้ไม่มีใครกล้ารังแกหรือขัดใจมิยูกิอีก ตั้งแต่นั้นมามิยูกิจึงกลายเป็นผู้นำในการกลั่นแกล้งนักเรียนอ่อนแอที่ไม่มีทางสู้
เธอจมดิ่งสู่ความสนุกในการได้เหยียบย้ำทำร้ายผู้อื่นอย่างมิอาจถอนตัวในที่สุด......
......................................................
ชีวิตของมิยูกิ ค.ศ. 2012
บนดาดฟ้าของอาคารเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายแห่งหนึ่ง
นักเรียนหญิงคนหนึ่งในสภาพเนื้อตัวสกปรกเลอะเทอะนั่งร้องไห้อยู่ไม่ไกลจากรั้วลวดเหล็กที่กั้นขอบดาดฟ้า มิยูกิไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าทุกอย่างมันกลายเป็นแบบนี้ได้ยังไง พระเจ้าเข้าข้างเธอแล้วไม่ใช่เหรอ แต่ทำไมถึงทอดทิ้งให้เดียวดายและทุกข์ทรมานอีกครั้งเล่า......
มิยูกิสนุกกับการรังแกคนอื่นจนกระทั่งถึงตอนที่จบชั้นม.4 ทั้งที่เธอตั้งใจว่าเปิดเทอมแล้วก็จะร่วมรังแกคนอื่นกับกลุ่มเพื่อนสนิทของเธออีกเช่นเคย แต่แล้วทุกอย่างก็กลับตาลปัตร เมื่อมีนักเรียนที่ชื่อ มาอิ ย้ายเข้ามา
แม้จะหน้าตาไม่เหมือน แต่มาอิคนนี้ก็แทบไม่ต่างจากมาอิคนนั้นเลย ตั้งแต่ที่มาอิย้ายเข้ามา ทุกอย่างรอบตัวมิยูกิก็เปลี่ยนไป เพื่อนสนิทของเธอตีตัวออกห่างและไปสนิทกับมาอิแทน เพื่อนคนอื่นในห้องก็ห่างเหินกับเธอโดยไม่มีสาเหตุ สุดท้ายทุกคนก็รังเกียจและรุมรังแกเธอ คล้ายว่าเหตุการณ์มันย้อนกลับไปในตอนที่มิยูกิยังเรียนอยู่ชั้นป.6 ไม่มีผิด
ในตอนนี้มิยูกิไม่มีแม้แต่กำลังที่จะอยู่ต่อไป สิ่งที่เธอคิดจะทำในตอนนี้คือการฆ่าตัวตายเพื่อหนีจากความทุกข์ทรมานทั้งหมด
เสียงบางอย่างที่ดังขึ้นจากด้านหลังทำให้มิยูสะดุ้งตกใจหันขวับไปมอง ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยสภาพตกใจสุดขีด เพราะคนที่เธอเห็นเมื่อหันกลับมาคือเด็กชายผมดำหน้าตาน่ารัก ในมือถือตะกร้าบุผ้าประดับลูกไม้และริบบิ้นแสนสวย ดวงหน้านั้นประดับด้วยรอยยิ้มหวาน แต่กลับทำให้มิยูกิรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งกาย เธอเผลอถอยไปข้างหลังโดยไม่รู้ตัว
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ พี่มิยูกิ” ซองมินหัวเราะคิกคัก
“รู้มั้ยว่าผมเสียใจแค่ไหนที่พี่ไม่ยอมเลือกผม แต่เลือกพี่มาอิแทน” เขาถอนหายใจน้อยๆ
“......นายเป็นใครกันแน่......” เธอถามด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
ในสายตาของมิยูกิ ณ เวลานี้ เธอเห็นเขาเป็นยมทูตที่จะมาพรากชีวิตของเธอไป
“ผมเป็นอะไรไม่สำคัญหรอก สิ่งสำคัญคือการที่พี่มิยูกิไม่ยอมเลือกผมต่างหาก ชีวิตของพี่ในตอนนี้คือผลจากการเลือกทำตามคำพูดของพี่มาอิ มาลองดูกันมั้ยว่าถ้าพี่มิยูกิเลือกผม ชีวิตของพี่จะเป็นยังไง?”
มีเสียงดีดนิ้วดังขึ้น จากนั้นภาพตรงหน้ามิยูกิก็เปลี่ยนไป
ชีวิตของมิยูกิ ค.ศ. 2007
กรณีที่เลือกซองมินและไม่ได้ฆ่ากระต่าย
เย็นนั้น มิยูกิได้เอาเรื่องที่มาอิข่มขู่ให้เธอฆ่ากระต่ายมาปรึกษากับซองมินอยู่ข้างกรงกรงกระต่ายว่าเธอจะทำยังไงดี
“พี่มิยูกิอยากฆ่าคุณกระต่าย?”
เด็กหญิงส่ายหน้ารัวๆ แทนคำตอบ
“ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าพี่มิยูกิเลือกผมสินะ” ริมฝีปากคลี่ยิ้มหวาน “งั้นพี่มิยูกิไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ผมจะช่วยพี่เอง”
มิยูกิหันมามองซองมิน แม้จะไม่เข้าใจแต่เธอมีความรู้สึกว่าซองมินจะต้องช่วยเธอได้อย่างที่รับปาก
ตอนที่ทั้งสองเดินออกจากประตูโรงเรียน นาฬิกายังคงตีบอกเวลา 17.00 น. เหมือนเช่นเคย เพียงแต่ครั้งนี้ซองมินไม่ได้บอกลามิยูกิด้วยประโยคว่า “แล้วเจอกันนะ พี่มิยูกิ” อย่างที่เคยทำ
คืนนั้นมิยูกินอนไม่หลับ เธอคิดไปสารพัดอย่างว่าซองมินจะช่วยเธอได้ยังไง จนแล้วจนรอดก็คิดไม่ออก และเมื่อถึงตอนเช้าเธอก็ได้แต่ไปโรงเรียนตามปกติ
ทันทีที่มาถึงโรงเรียน มิยูกิก็ถูกพาไปที่ห้องอาจารย์ใหญ่ อาจารย์ใหญ่สอบถามเธอเป็นการใหญ่ว่าเมื่อคืนมีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า จากนั้นสักพักก็มีตำรวจมาสอบถามเรื่องเดียวกันนี้กับเธอ ในตอนนี้เองเด็กหญิงถึงได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ที่แท้ เมื่อคืนนี้นักเรียนคนอื่นๆ ที่เรียนห้องเดียวกับเธอรวมทั้งงอาจารย์ประจำชั้นเสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาในบ้านของตน พร้อมกันนั้นพ่อแม่ของเธอก็ได้หายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอย
เมื่อไม่มีหลักฐานว่ามีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับมิยูกิ และด้วยความที่ยังตามหาพ่อแม่ของเด็กหญิงไม่พบ เด็กหญิงที่ตอนแรกอยู่ในความคุ้มครองของตำรวจก็ถูกญาติที่อยู่ต่างจังหวัดรับไปอุปการะแทน
ชีวิตของมิยูกิเริ่มต้นใหม่ในจังหวัดที่ห่างไกลจากเมืองหลวงและความเจริญ กระนั้นมิยูกิก็มีความสุขมากเหลือเกิน ที่บ้านหลังใหม่มีคุณย่าที่เอ็นดูเธอ คุณลุง คุณป้าที่เห็นเธอเป็นลูกสาว ลูกพี่ลูกน้องที่กลายมาเป็นเหมือนพี่ชายและน้องชายแท้ๆ
ทุกวันผ่านไปอย่างมีสุข
หลังเรียนจบชั้นมัธยมปลาย มิยูกิได้เข้าทำงานในย่านร้านค้า จากนั้นก็แต่งงาน มีครอบครัว มีลูก ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายสงบสุขไปจนแก่ชรา
เสียงดีดนิ้วดังขึ้น ความสุขที่เป็นเพียงภาพลวงตานั้นจางหาย มิยูกิยังคงอยู่บนดาดฟ้าของโรงเรียนมัธยม และตรงหน้าเธอก็คือซองมินที่ยืนถือตะกร้า
“……นี่มันหมายความว่ายังไง……” เธอเค้นเสียงออกมาอย่างยากเย็น
“ชีวิตอย่างที่พี่มิยูกิอยากได้มาตลอดไงล่ะ วันนั้นพี่มิยูกิยืนอยู่บนทางแยก แล้วถ้าวันนั้นพี่มิยูกิเลือกซองมิน เหตุการณ์ก็จะเป็นไปอย่างที่ได้เห็นเมื่อกี้ แต่น่าเสียดายที่พี่มิยูกิเลือกพี่มาอิ ก็เลยต้องมีชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้”
มิยูกิพูดอะไรไม่ออก เหงื่อเย็นๆ ไหลโทรมทั่วกาย
“เอาล่ะ ตอนนี้ก็ได้เวลาลงโทษแล้วล่ะ”
“ลงโทษ……?” เธอรู้สึกหนาวยะเยือกไปทั้งกาย
“ใช่ โทษทัณฑ์ของการฆ่าคุณกระต่ายไง”
หลังจากที่พูดจบ กระต่ายสี่ตัวที่นอนนิ่งอยู่ในตะกร้าที่ซองมินถืออยู่ก็โผล่ศีรษะออกมา
“พวกคุณกระต่ายบอกว่ามันน่ากลัว แล้วก็เจ็บมากๆ เลยตอนที่โดนพี่มิยูกิใช้มีดแทง……” ซองมินค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้มิยูกิทีละก้าวด้วยรอยยิ้มหวาน
“อย่าเข้ามา……อย่าเข้ามานะ……” เธอหวาดกลัว หวาดกลัวที่สุดในชีวิต
ร่างของนักเรียนสาวถดถอยไปข้างหลังไม่หยุด ทั้งๆ ที่ข้างหลังของเธอควรจะมีรั้วลวดเหล็กขวางกั้น แต่มันกลับกลายเป็นความว่างเปล่า
“เอ๋?......”
ความงุนงงคือความรู้สึกสุดท้ายก่อนที่ร่างของเธอจะร่วงลงจากตึกสูงหกชั้นลงไปกระแทกพื้นปูนเบื้องล่าง……
เมื่อมิยูกิร่วงลงไปแล้ว ร่างกายของซองมินก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น เขากลับคืนสู่ร่างเดิมที่เป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบ ข้างกายซองมินมีใครอีกคนปรากฏขึ้นทั้งที่เมื่อครู่ยังว่างเปล่ามีเพียงอากาศธาตุ ชายหนุ่มร่างสูงกว่ารวบกอดเอวบาง มือหนึ่งยื่นไปข้างหน้า เหนือฝ่ามือของเขาขึ้นไปราวหนึ่งนิ้วมีดวงแสงสีฟ้าลูกกลมๆ เล็กๆ ลอยอยู่ ดวงแสงนั้นคือวิญญาณของมิยูกิ
ชายหนุ่มส่งดวงวิญญาณนั้นเข้าไปในปากของตน ก่อนจะประกบจูบร่างเล็กเพื่อป้อนให้ ปลายลิ้นดันดวงแสงนั้นเข้าไปในริมฝีปากของอีกฝ่าย ให้ซองมินได้กลืนมันลงไป แล้วจึงเริ่มต้นจุมพิตเร่าร้อน
“ไม่สนุกเลยอ่ะคยูฮยอน อุตส่าห์มั่นใจว่ามิยูกิจะเลือกฉัน” ชายหนุ่มน่ารักเบะปากด้วยสีหน้าบูดบึ้งเล็กๆ
อันที่จริงถ้ามิยูกิเลือกซองมิน ซองมินก็จะได้ฆ่าคนเป็นจำนวนมาก เช่นนั้นแล้วเขากับคยูฮยอนก็จะได้กินวิญญาณมากกว่านี้ แต่มิยูกิกลับเลือกมาอิ ทำให้เขาได้ฆ่าไปแค่ไม่กี่คนเท่านั้น และนี่ก็คือสาเหตุแท้จริงที่ทำให้ซองมินไม่พอใจ
“แต่ฉันดีใจที่ซองมินแพ้พนัน” ใบหน้าหล่อเหลากระตุกยิ้มอย่างมีเลศนัย
“คยูฮยอน ~ ” แขนขวาของซองมินหิ้วตะกร้าใส่กระต่าย แขนซ้ายกอดแขนคยูฮยอนและเรียกชื่อด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
“กลับกันเถอะ พวกกระต่ายคงหิวแล้วล่ะ แล้วคืนนี้ห้ามใจร้ายกับซองมินนะ” ชายหนุ่มเพียงแค่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ ไม่ได้ตอบรับใดๆ
บนดาดฟ้าไม่เหลือร่องรอยของใครอีกต่อไป แต่ต่ำลงไปบนพื้นหน้าอาคารเรียนมีร่างโชกเลือดของนักเรียนหญิงคนหนึ่งนอนแน่นิ่ง กะโหลกศีรษะด้านหลังที่กระแทกพื้นแหลกละเอียด เศษสมองกระจายไปรอบๆ ดวงตาที่เบิกโพลงสะท้อนภาพท้องฟ้ายามค่ำคืนที่พร่างพราวด้วยดวงดารา ดวงดาวที่สุกสกาวคือภาพสุดท้ายในชีวิตที่เธอได้เห็น……
End































